นับเป็นการรวมพลคนรักกางเกงยีนส์อีกครั้งหนึ่งสำหรับงาน “ลัคกี้ แบรนด์ ยีนส์” ที่จัดขึ้น ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อให้สาวกกางเกงยีนส์ในเมืองไทยมีโอกาสมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกางเกงยีนส์ตัวโปรด โดยได้ เซเลบริตี้รักยีนส์มาเผยถึงสไตล์การแต่งตัว และการเลือกยีนส์ในแบบของตนเอง พร้อมวิธีการเลือกใส่กางเกงยีนส์ให้เหมาะกับรูปร่าง
เริ่มที่หนุ่มไฮเปอร์ แต๊บ-สาริษฏ์ ฮุนตระกูล ผู้หลงรักการเล่นกีฬา และกิจกรรมนานาชนิด เผยสไตล์การแต่งตัวว่า เน้นความสบาย อย่างเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว กับกางเกงยีนส์ดีๆ และรองเท้าคู่โปรดสักคู่ เท่านี้ก็เรียบแต่ดูดีแล้ว แต่จะให้ความพิถีพิถันเรื่องการตัดเย็บเป็นพิเศษเพราะคิดว่ายีนส์จะสวยไม่สวยอยู่ตรงนี้ นอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องของความทน และสีเสื้อผ้าที่เมื่อใส่แล้วเหมาะกับตัวเองมากที่สุด
ต่อด้วยคำแนะนำดีๆ จาก ศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่า การใส่ยีนส์เป็นเรื่องของสไตล์ส่วนตัว ที่ต้องรู้จักมิกซ์แอนด์แมตช์ ไม่มีรูปแบบตายตัว เพราะยีนส์แต่ละตัวตอนนี้เป็นงานแฮนด์เมด มีการทำเก่า ทำสนิม มีการเอาเหรียญมาขูด เข้าไปอบ ทำให้ยีนส์แต่ละตัวมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง เช่นเดียวกับการแต่งตัว ต่อไปนี้ต้องแต่งอะไรที่สะท้อนความเป็นตัวเองให้มากที่สุด และสิ่งที่ทุกคนต้องจำไว้เสมอคือการแต่งตัวไม่มีกฎตายตัว สิ่งสำคัญคือการกล้าที่จะลองใส่
ปัญหาของผู้หญิงไทยส่วนใหญ่คือขาดความมั่นใจ อาทิ สะโพกใหญ่ ต้นขาใหญ่ ก็จะพยายามหาอะไรมาปกปิดมาอำพราง ศักดิ์สิทธิ์ แนะนำว่า ให้ลองคิดกลับกันคือเอาจุดเด่นที่มีอยู่มาพรีเซนต์แทน เช่น ขาสวยก็โชว์ขา มีหน้าอกก็ใส่เสื้อที่เน้นนิดนึง อย่าพยายามไปยุ่งวุ่นวายกับส่วนที่บกพร่อง แต่ต้องพยายามทำให้จุดเด่นชัดเจนขึ้นมากกว่า หลักการง่ายๆ คือตรงไหนไม่ดีอย่าไปเน้น ตรงไหนสวยเน้นตรงนั้น และเลือกไซด์ที่พอดีรูปร่าง อ้วนผอมไม่สำคัญ สำคัญที่ใส่แล้วเหมาะกับรูปร่าง ถูกกาลเทศะ และมั่นใจ เมื่อมั่นใจอะไรก็ดูดีเสมอ

วันนี้เรามีบทความเกี่ยวกับกางเกงยีนส์ มาฝากกันอีกเช่นเคยนะคะ เนื้อหาวันนี้เราจะพูดถึงความแรงของกางเกงยีนส์ ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีไหนๆ ต่างก็ใส่กัน
กางเกงยีนส์ ถือเป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่ไม่มีวันตกยุค เพราะความคงทนและรูปทรงที่หลากหลายซึ่งสามารถครองใจคนทุกเพศทุกวัยจากทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่บรรดาผู้นำที่มักสวมสูทผูกไท ก็ยังมียีนส์ตัวเก่งอยู่ข้างกาย“ยีนส์” คือกางเกง ที่ทำจากผ้าฝ้ายหยาบๆเดิมทีผลิตเพื่อการทำงาน แต่ในช่วงหลังกลับได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น โดยทศวรรษที่ 50 เริ่มมียีนส์แบรนด์ดังอย่าง “ลีวายส์” และ “แรงเลอร์”ที่ผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการ ทั้งนี้กางเกงยีนส์เริ่มมีครั้งแรก ที่เจโนอาเมืองท่าของประเทศ“อิตาลี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กะลาสีชาวเจนัวใส่ เพื่อรองรับต่อสภาพแห้งหรือเปียกได้ดีและสามารถถกขากางเกงได้ขณะอยู่บนดาดฟ้าเรือแม้ว่ายีนส์จะไมไ่ด้เกิดมาคู่กับผู้นำโลกเพราะอาจเป็นเครื่องแต่งกายที่ดูไม่สุภาพในยามต้องหารือหรือสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน แต่ก็มีหลายครั้งที่บรรดาผู้บริหารประเทศ ขอหยิบกางเกงยีนส์ตัวเก่งออกมาเดินผ่อนคลายอารมณ์งานนี้ ผู้นำโลกคนไหนจะสวมยีนส์แล้วดูดีกว่าสวมสูท คงต้องดูจากรูปกันเอาเอง
วันนี้เรามีเคล็ดลับเกี่ยวกับกางเกงยีนส์มาฝากกันนะคะ
แรกเริ่มสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อยีนส์ตัวใหม่ ถ้าดันซื้อตัวที่มีไซส์เล็กกว่าไซส์จริง 1 เบอร์ ไม่ต้องตกใจว่าจะคับไปครับ เพราะเมื่อใส่ไปสักระยะ เนื้อผ้าจะขยายตัวออกประมาณ 10% ครับ
แนะนำให้เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่าย แถมแนบเข้ากับสรีระของเรามากกว่าแบบกระดุม (แต่ใครชอบแบบดีเทล ก็แนะนนำกระดุมล่ะครับ) เวลาเลือกซื้อก็อย่าลืมพกเข็มขัดไปด้วยจ้ะ เพราะตอนลองกางเกงแล้วก็คาดเข็มขัดซะ จะได้รู่ว่าเราใส่พอดีมั้ย ใส่เข็มขัดแล้วคับไปหรือเปล่า
เมื่อซื้อยีนส์มา ถ้าเป็นไปได้ ควรใส่อาบน้ำเลย เพื่อให้ทรงแนบตัว เอาน้ำลูบกางเกง ไม่ต้องถูสบู่ กางเกงยีนส์จะเข้ารูปเป็นหุ่นของเรา พอดีตัว และคงรูป เวลาซักทำความสะอาด ควรซักด้วยน้ำเย็นจ้ะ เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงหดตัว แล้วก็ควรกลับด้านทุกครั้งที่ซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
อย่าลืม น้ำยาปรับผ้านุ่มไม่ใช่มิตรของกางเกงยีนส์ เพราะมีสารเคมีที่จะทำให้สีซีดจางได้เชียวนะ อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
และสุดท้ายซักแห้งเวิร์คที่สุดครับ เพราะจะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)
วันนี้เรามี บทความของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เขียนเกี่ยวกับ เมื่อไหร่เราควรจะซักกางเกงยีนส์ แหม…เป็นคำถามที่น่าสนใจเลยทีเดียวนะคะ ตามมาดูกันเลยคะ
คำถามนึง ที่คิดว่าหลายคนอยากรู้ อยากเห็นกันมากก็คือ เราจะซักกางเกงยีนส์เมื่อไหร่?
ไอ้เมื่อไหร่ในที่นี้ก็คือ ใส่ไปกี่ครั้งแล้วซัก หรือว่ารอกี่เดือนค่อยซักนั่นเอง
แต่ก่อน ตอนเด็กๆ ก็ใส่ครั้งเดียวก็ซักครับ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บ่อย
ก็ต้องไปโรงเรียนนี่เนาะ ใส่แค่อาทิตย์ละครั้ง สองครั้ง ช่วงวันหยุด
อีกอย่าง ไม่ได้เป็นคนซักผ้าเองด้วย แต่พอโตขึ้น ต้องเริ่มทำงานพวกนี้เอง
และการใส่กางเกงยีนส์ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ ที่จะใส่แทบทุกวันซะแล้ว
ก็เลยทำให้อัตราการนำไปซักลดลงอย่างฮวบฮาบ
ถ้าจะถามว่าบ่อยแค่ไหน ก็คงบอกได้ประมาณว่า ใส่สี่ห้าครั้ง หรือประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ครับ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าใส่ตัวเดียวตลอดทุกวันนะ ก็ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ในช่วงเวลานึง ก็จะใส่ประมาณสามสี่ตัว เพราะฉะนั้นในสองอาทิตย์ ก็จะใส่ประมาณตัวละสี่ครั้งพอดี
ทีนี้ ผมก็อยากรู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง ก็เลยค้นหาตามเว็บบอร์ดและบล็อก
ก็ได้ความว่า ไอ้เวลาประมาณสองอาทิตย์ของผมหน่ะ เบๆ ครับ
เพราะบางท่านนั้น หมกไว้เป็นเดือนๆ ถึง ครึ่งปีเลยก็มี
และก็ใช่ว่าจะมีแต่พวกเราผู้ชาย (ที่มักจะโดนหาว่าเป็นพวกซกมก) เหล่าหญิงสาวก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน
ซึ่งเท่าที่ค้นๆ ดู โดยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ประมาณผมนี่แหละ ใส่สามสี่ครั้งซักที ถ้าไม่ซักก็กลับด้าน
ตากแดดตามลมซะหน่อย แต่บางคนที่ซักทุกครั้งที่ใส่ก็มี (ส่วนน้อย)
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า.. ทำไมไม่ซักกันบ่อยๆ ล่ะ?
ถ้าให้ตอบ… คำตอบก็คงเป็น ขี้เกียจ!!
ด้วยเหตุอันใดมิทราบได้ แต่ผมไม่สามารถเอากางเกงยีนส์ไปยัดเครื่องเพื่อซักกับเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ ได้
และวิธีที่ผมทำก็คือ เอามันแช่กะละมังซักนี่แหละ (ขณะที่เขียนนี้มันก็นอนแช่อยู่)
ทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าซักบ่อยๆ ข้าคงได้เป็นนักกีฬากล้ามขึ้นเป็นมัดๆ แหงๆ และกางเกงก็คงจะสึกในเร็ววัน
ส่วนเหตุผลอื่นๆ ที่เค้าอ้างกันนั้น ก็จะเป็นเรื่องของสี ที่ว่าซักบ่อยๆ แล้วยีนส์สีจะซีด ไม่สวย
หรือในบางรุ่น พวกสีสนิมที่ทำให้มันดูเขรอะๆ (เขรอะๆ แล้วเท่?) จะจางหายไป
และในบางคนก็อาจจะเป็นเพราะมันเป็น “ตัวเก่ง” คือจะใส่ไอ้ตัวเนี่ยมันทุกวัน
ทำให้ไม่มีเวลาให้เอาไปซัก ต้องรอถึงวันหยุด หรือโอกาสพิเศษ ถึงจะเอาไปซักได้ก็มี
แรกๆ ที่ผมเริ่มไม่ซักทุกครั้งที่ใส่เมื่อหลายปีก่อน ก็ไม่ค่อยมั่นใจเหมือนกัน
ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนสังเกตมั๊ยนะ มันจะมีกลิ่นแปลกๆ หรือเปล่า จะสกปรกไหม
แต่พอนานเข้าๆ เริ่กรู้สึกชิน และเมื่อพูดคุยกับเพื่อนๆ ก็ได้รู้ว่า มันเป็นเรื่องปกติ
เพราะฉะนั้น หากใครคิดกลัว หรือไม่กล้าที่จะใส่ยีนส์ซ้ำๆ โดยไม่ซัก ก็คงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
กางเกงยีนส์แบรนด์ไทยนาม “Party Animal denim” โดยทางน้องปื๊ดผู้ผลิตได้อธิบายถึงที่มาไว้ว่า
“Party Animal คือพวกคนที่คลั่งในปาร์ตี้ครับ หรือจะเรียกว่าไอพวกคนที่นอนกลางวัน แล้วใช้ชีวิตในตอนกลางคืนอย่างเมามายครับ หึหึ ซึ่งผมเป็นวัยรุ่นคนนึง ที่มีใจรักในการดื่มและเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนๆ อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องกางเกงยีนส์ด้วยครับ ผมเสียเงินไปหลายหมื่นบาท (เยอะมากสำหรับผมที่ยังคงเรียนอยู่) เพื่อซื้อกางเกงยีนที่ชอบ และผมก็คิดว่ากางเกงแต่ละตัวที่ผมมีนั้น ยังมีบางจุดที่ผมไม่ชอบ ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจทำ Party Animal denim ขึ้นมาครับ
ผมเสียเงินลงทุนทำแบรนด์ตัวเองขึ้นมาเพราะต้องการคุณภาพระดับ premium และยังได้ทุกอย่างตรงที่เราต้องการ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมถือว่าการเสียเงินลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าแล้วครับกับการได้กางเกงที่เราต้องการจริงๆ แค่ขายได้ตัวเดียวผมก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วครับ กางเกงผมไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไร ดังนั้นราคาที่ตั้งไว้ก็แค่ต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายที่ผมเสียไปครับ
Concept ของ Party Animal มีความแต่งต่างชัดเจนจากแบรนด์อื่นๆ โดยที่จะเน้นไปทางสนุกสนาน ขี้เหล้า เมามาย ไม่อายที่จะขอเบอร์ โดยผมได้ทำโลโก้ออกแนวๆ Cheap Monday กับ Naked & Famous แต่จะมีไอบ้าตัวนึงพยายามปั้นหน้าให้หล่อ(แต่ไม่หล่อ) ดูดบุหรี่ แล้วก็กินเบียร์อยู่ โดยมีสโลแกนว่า “Make your party excited” นั่นหมายถึง คุณจะรุ้สึกexcited หลักจากผับปิดเพราะคุณจะได้ไปต่อที่อื่นกับคนที่คุยหมายปองไว้ในผับ ซึ่งนักเที่ยวส่วนมากอยากทำ แต่ก็แป็กซะส่วนใหญ่
Party Animal Denim ได้แรงบันดาลใจมาจากกางเกงยีนส์ที่กำลังนิยมหลายๆแบรนด์ มาผสมผสานกันด้วยความชอบส่วนตัวของผม จนกลายมาเป็น “Party Animal Denim” โดยชื่อรุ่นแต่ละรุ่นของกางเกงจะเป็นชื่ออบายมุขต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกับมันเวลาไปเที่ยว
รุ่นแรกที่ทำคือ ทรง slim fit ผ้าดิบริมแดง 14oz สั่งจากญี่ปุ่นแท้ๆ สี indigo และ ผ้า dry black coated แบบ nudie แต่เพิ่มความพิเศษเป็นริมแดง ทำให้ขากางเกงจะไม่บิดและดูมีคุณค่าเพิ่มขึ้น และทั้งสองรุ่นเป็น cotton 100% ดังนั้นจะไม่ยืดนะครับ แต่ขยายได้ประมาณหนึ่งนิ้วครับ ถ้าลงน้ำก็หด เช่นกันอย่างไรก็ตาม หากเรานำมาใส่อีกครั้งมันจะแน่นช่วงวันสองวันแรกครับ พอออกรอบไปชนแก้วกับเพื่อน เหล้าเบียร์เลอะเทอนิดหน่อยตอนเราใส่ มันก็จะขยายคืนเท่าเดิมครับ ส่วนเรื่องการตัดเย็บนั้นผมสั่งตัดกับโรงงานใหญ่ที่ผลิตยีนส์ดังๆหลายแบรนด์ที่มีขายตามห้าง ดังนั้นเรื่องการตัดเย็บไม่ต้องห่วงครับ”
และผมได้ถามถึงราคาที่เปิดมาจัดได้ว่าไม่แพง ได้ใจความว่า
“ตั้งใจจะทำใส่เองกับเพื่อนๆสามสีคนครับ แต่เนื่องจากไม่สามารถทำในจำนวนขั้นต่ำขนาดนั้นได้ จึงคิดที่จะขายครับ โดยที่จะขายในเว็ป OCZ ครับ ส่วนราคาที่ตั้งแค่ 1500 นั้น เนื่องจากไม่ได้หวังผลกำไรครับ เพราะตอนแรกก็แค่ตั้งใจทำขึ้นมาใส่กันเองกับเพื่อนในกลุ่ม แต่พอต้องทำจำนวนมากๆ จึงอยากนำมาขายให้กับคนที่ที่มีความคิดแบบเดียวกันครับ “

มาดูข้อมูลของแบรนด์กันก่อน
กางเกงยีนส์ ของ Sass & Bide มีตัวงานเป็นลักษณ์ที่ซ่อนเร้นความสวยงาม และเน้นผลงานสำหรับผู้หญิงเท่านั้น ที่โด่ดเด่นจะเป็นงาน Denim ที่มีอยู่หลากหลาย collection ทั้ง เดฟและขาม้า
กางเกงยีนส์ Sass & Bide เป็นแบรนด์ของประเทศออสเตเรียที่ก่อตั้งโดย Sarah – Jane Clarke และ Heidi Middleton ในปี 1999 ชื่อแบรนด์ Sass & Bide มาจากการรวมชื่อเล่นของ Sarah – Jane และ Heidi ทั้งคู่เป็นชาว Sydney ที่ชื่นชอบแฟชั่น และการออกแบบเสื้อผ้าที่ได้มารวมตัวกันเพื่อผลิตแบรนด์ของตัวเอง และด้วยรูปลักษณ์ของการทำยีนส์ ที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากทำให้ประสบความสำเร็จภายใน 2ปีเท่านั้น จุดที่ทำให้แบรนด์ของทั้งคู่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักคงเป็นงาน Mercedes Australian Fashion Week และ Londom Fashion Week ซึ่งตามมาด้วยการสนับสนุนจากชาวออสเตเรียเอง ต่อมา sass & bide เองยังเป็น designers ออสเตเรียชุดแรกที่ถูกเชิญไปแสดงผลงานที่ New York Fashion Week อย่างต่อเนื่องถึง 8 ครั้ง

กางเกงยีนส์ Cheap Monday เป็นทรง Tight หรือ Skinny เอวสูงแบบรัดเข้ารูปตั้งแต่บนลงล่างเหมือนตัวสีดำก่อนหน้านี้ แต่ตัวนี้เป็นผ้า Unwash ที่เหมือนผ้า Dry ของ Nudie นั้นล่ะ จะต่างกันก็คงเป็นเรื่องราคาที่ถูกและแสนคุ้มของเจ้า Cheap Monday ซึ่งตอนนี้เป็นแบรนด์โปรดของเรา ตอนแรกชอบทรง April77 แต่ตอนนี้ชอบ Cheap Monday มากกว่า
สำหรับแฟชั่น Tight หรือ กางเกงยีนส์ Skinny จริงๆมีอยู่หลากหลายแบรนด์ให้เลือกตั้งแต่ถูกไปแพงเลย ตอนนี้เท่าที่เห็นหนุ่มสาวฮิตๆกันและราคาไม่แรงคงหนีไม่พ้น กางเกงยีนส์ Cheap Monday ที่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งสำหรับทางเลือก ซึ่งตอนนี้ก็มีของก็อปปี้ออกมาวางขายกันแล้วหลายๆที่ด้วยราคาที่ถูกกว่ากันกว่าครึ่งๆ (พี่ไทยเราเก่งเสมอเรื่องพวกนี้) ได้ข่าวว่ามีขายอยู่อยู่ตามสยาม ที่สวนฯ หรือแม้กระทั้งในเน็ต มีก็อปฯกันมาเกือบจะทุกสีเลยก็ว่าได้ แต่ผมแนะนำว่าถ้าไม่ได้ลำบากมาซื้อของแท้กันเถอะครับอย่างน้อยก็ยังได้งานของแบรนด์เค้าจริงๆ
เจ้ากางเกงยีนส์ Cheap Monday เป็นแบรนด์ของคนสวีเดนที่มีแนวคิดที่ว่าแฟนชั่นยีนส์ไม่จำเป็นจะต้องราคาแพง จึงผลิตออกมาให้เป็นลักษณะแบรนด์ราคาถูก ราคาที่วัยรุ่นสามารถหาซื้อกันได้ จนปัจจุบันสามารถอยู่ป่ะปนกับ high brand ทั้งหลาย
เรามาดูประวัติกางเกงยีนส์ยี่ห้อดัง แห่งตำนานกันดีกว่าคะ
ลีวายส์(Levi’s) ยี่ห้อกางเกงยีนส์ของ ที่มีต้นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา สมัยยุคตื่นทอง โดย ลีวาย สเตราส์(Levi Strauss) ชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่มาทำงานในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันผลิตโดบริษัท Levi Strauss & Co.
ปี 1853 ลีวาย สเตราส์ ได้เดินทางมาทำเหมืองทองในซานฟานซิสโก ทำธุรกิจในการค้าอุปกรณ์ทำเหมือง และ เขาได้พูดคุยกับช่างตัดเสื้อที่ชื่อ “เจคอบ เดวิส” กางเกงที่พวกนักขุดทองใส่มักจะขาดเร็วกว่าปกติ เดวิสจึงเสนอว่าน่าจะมีกางเกงที่ทนทาน จึงลองใช้ผ้าใบซึ่งมีสีน้ำตาล และผ้าเดนิมจากฝรั่งเศส ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานมาตัดเย็บ และตอกหมุดเหล็กลงไปตามมุมกระเป๋า สเตราส์ กับ เจคอบ ใช้สีน้ำเงินย้อมผ้าเดนิม เนื่องจากในยุคนั้น สีน้ำเงินคือสีของชุดทำงาน ทำให้สีน้ำเงินเป็นเสมือนสีมาตรฐานของกางเกงยีนส์ต่อมา
ความนิยมของยีนส์สำหรับคนไทยแล้วไม่ต่างจากชาติอื่นเลย อาจเป็นเพราะกางเกงยีนส์ เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายของคนทุกยุคทุกสมัย เป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่คุ้นเคยในทุกระดับสังคม และกางเกงยีนส์มีเสน่ห์เร้าใจสำหรับคนทุกช่วงวัย แต่ปัจจุบันการสรรหา personal identity มีมากขึ้นและ LEVI’s อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนทุกช่วงวัย ยีนส์ทางเลือกจึงถูกนำเสนออย่างหลากหลาย ปรากฎการณ์เช่นนี้ในเมืองไทยเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อ เซ็นทรัล ชิดลม เปิด Denim Bar ศูนย์รวมยีนส์แฟชั่นเก๋ๆ จากทั่วทุกมุมโลก ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมายั่วตาเย้าใจและกระชากเงินจากคนรักยีนส์กระเป๋าหนัก ซึ่งที่นี่เป็นศูนย์รวมยีนส์หรูๆ หลายแบรนด์ อาทิ GABBA และ TAKE TWO จากอิตาลี Grab และ Mooks จากออสเตรเลีย Evisu จากญี่ปุ่น GSUS จากเดนมาร์ก เป็นต้น ซึ่งสนนราคาตั้งแต่ 5000 บาทขึ้นไปจนถึง 60,000 กว่าบาทก็มี
ขณะที่ของแท้มือ 1 ขึ้นห้าง ของแท้มือ 2 ของปลอมมือ 1 ของปลอมมือ 2 จากหลายแหล่ง จึงถูกเลือกซื้อหาตามแต่กำลังทรัพย์ ทัศนคติและรสนิยม
ลองติดตามกันว่า “กางเกงยีนส์” จากผลวิจัยของนาโนเสิร์ซเป็นอย่างไรบ้าง
จากผลสำรวจพฤติกรรม ความคิดเห็นและปัจจัยในการเลือกซื้อกางเกงยีนส์ของกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพมหานคร 200 ตัวอย่าง แบ่งเป็น เพศชาย 50% เพศหญิง 50% จบปริญญาตรี 91% รายได้มากกว่า 15,000 บาท 48.5% โดยมีอาชีพเป็นพนักงานเอกชน 66.5% แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ คือ 20-30 ปี 33.5% 31-40 ปี 33.5% และ 41-50 ปี 33%
กลุ่มตัวอย่าง 46.5% บอกว่า หากจะเลือกซื้อกางเกงยีนส์จำเป็นจะต้องซื้อเฉพาะแบรนด์เนมเท่านั้น โดย 19.4% ให้เหตุผลว่า ชอบ และ 11.8% ให้เหตุผลว่า ใส่ได้นาน มีคุณภาพ และคุ้มค่า
นอกจากนี้ 84.5 % บอกว่าไม่รู้สึกเสียดายเงินหากจะต้องซื้อกางเกงยีนส์แบรนด์เนม
กางเกงยีนส์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของหรืออาจเป็นเจ้าของก็ได้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นกางเกงยีนส์ยี่ห้อ DIESEL มากที่สุด 7.5% รองลงมาเป็น LEVI’S 5% JASPAL 4.5% FLY NOW และ LACOSTE 4% PRADA AMARNI และ BOSSINI 3% เท่ากัน เนื่องจากมีความหลากหลายของยี่ห้อที่ตอบมาดังนั้นสัดส่วน % จึงค่อนข้างน้อยในแต่ละยี่ห้อ
ยี่ห้อกางเกงยีนส์ที่มีอยู่ 10 อันดับแรก
- TEN & CO 2.5
- CAMEL 2.5
- WRANGLER 2.7
- HARA 2.9
- LACOSTE 2.9
- XACT 3.7
- LEE 3.9
- MC 6.4
- CHAPS 7.4
- LEVI’S 7.4